ส่งออก มิ.ย. โตแรง แต่นำเข้าพุ่งดันดุลการค้าขาดดุลสูง ขณะที่สหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษี Section 301 ไทยที่ 12.5% ตามคาด

ส่งออกเดือน มิ.ย. ขยายตัวสูงกว่าตลาดคาดมาก แต่จะชะลอในระยะข้างหน้า มูลค่าส่งออกไทยเดือน มิ.ย. 2026 อยู่ที่ 34,655.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 20.8%YOY เร่งขึ้นจาก 10.6% ในเดือนก่อน ใกล้เคียงกับที่ SCB EIC ประเมินไว้ (SCB EIC ประเมิน 20.5% และค่ากลาง Reuter Poll 16.9%) โดยการส่งออกเดือนนี้ยังได้แรงหนุนสำคัญจาก (1) วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลก จากกระแสการลงทุน AI และอุปสงค์สินค้าที่เกี่ยวข้อง โดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูง 66% ขยายตัวต่อเนื่อง 27 เดือน และ (2) การส่งออกไปสหรัฐฯ เติบโตสูง 44.3% โดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปสหรัฐฯ ขยายตัวสูงถึง 72.9% ขณะที่สินค้ากลุ่มอื่น ๆ ยกเว้นอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัว 19.1% สะท้อนความต้องการสินค้าไทย รวมถึงการเร่งนำเข้าก่อนเก็บภาษีนำเข้าระลอกใหม่ ทั้งนี้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และตลาดสหรัฐฯ มีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวมากถึง (CTG) 14.7% และ 9.7% ตามลำดับ จากการเติบโตการส่งออกรวมที่ 20.8%

SCB EIC มองว่าการส่งออกไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีจากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลกที่ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่การเติบโตโดยรวมในช่วง H2/2026 จะทยอยชะลอลง จากแรงส่งของการเร่งส่งออกก่อนกำแพงภาษีที่ทยอยลดลงและฐานที่สูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีก่อน ทั้งนี้ความเสี่ยงต่อการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ในระยะต่อไปภายใต้ ม. 301 จะเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าและความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทานที่เข้มงวดมากขึ้น (รูปที่ 1 และ 6)
รูปที่ 1 : สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และตลาดสหรัฐฯ และอาเซียน 5 หนุนส่งออกไทยใน H1/2026

ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์
สหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีภายใต้มาตรา 301 กรณี Forced Labor ไทยถูกเก็บ 12.5%
USTR เก็บภาษีคู่ค้าสำคัญในอัตรา 10 หรือ 12.5%
สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศมาตรการภาษีนำเข้าเพิ่มเติมภายใต้ Section 301 ต่อ 60 เศรษฐกิจ
จากประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ Forced labor หรือการที่ประเทศคู่ค้ายังไม่มีกฎหมายหรือมาตรการที่มีประสิทธิผลเพียงพอในการป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มาตรการภาษีนำเข้าภายใต้ Section 122 อัตรา 10% สิ้นสุดลง ส่งผลให้มาตรการภายใต้ Section 301 เข้ามาทดแทนมาตรการชั่วคราวเดิม
สหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้ประเทศคู่ค้าปรับปรุงมาตรฐานด้านแรงงานและยกระดับความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน โดย USTR ไม่ได้จำกัดการจัดเก็บภาษีเฉพาะสินค้าที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับโดยตรง แต่ครอบคลุมสินค้านำเข้าจากประเทศที่ถูกสอบสวนในวงกว้าง ยกเว้นสินค้าที่ได้รับการยกเว้นตาม Annex ของประกาศ
USTR แบ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
· ประเทศที่ถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 10% เป็นกลุ่มประเทศที่สหรัฐฯ พิจารณาว่าได้มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับแล้ว หรือมีข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ภายใต้ Agreement on Reciprocal Trade (ART) รวมถึงประเทศที่มีมาตรการบางส่วนในการลดความเสี่ยงดังกล่าวได้ในระดับหนึ่ง เช่น กัมพูชา แคนาดา อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เม็กซิโก และ UK
· ประเทศที่ถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 12.5% เป็นกลุ่มประเทศที่ USTR เห็นว่ายังมีมาตรการด้านการป้องกันและตรวจสอบการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับไม่เพียงพอ โดยไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้ ร่วมกับประเทศอื่น เช่น เวียดนาม จีน สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์
· ประเทศที่ถูกกำหนดอัตราภาษีสุทธิ (Net of MFN) ในอัตรา 10% หรือ 12.5% กลุ่มนี้ไม่ได้ถูกจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมเต็มอัตรา แต่ใช้วิธีคำนวณภาษีนำเข้ารวมให้มีผลเทียบเท่ากับอัตราภาษีเป้าหมายที่กำหนด 10% หรือ 12.5% โดยกำหนดอัตราภาษีเป้าหมายของ EU และไต้หวันที่ 10% ขณะที่อัตราภาษีเป้าหมายของสินค้าญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสวิตเซอร์แลนด์อยู่ที่ 12.5%
การเก็บภาษีตาม Section 301 ในครั้งนี้ ทำให้ Effective Tariff Rate ของสหรัฐฯ ใกล้เคียงเดิม โดย Bloomberg Economics ประเมินว่าอัตราภาษีนี้จะเพิ่มขึ้นเพียง 0.1 percentage point จาก 10.5% เป็น 10.6% ซึ่งยังต่ำกว่าอัตราก่อนหน้าที่ศาลสูงสุดสหรัฐ จะตัดสินระงับการเก็บภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA ที่ 13.5% (รูปที่ 2)
ไทยถูกเก็บภาษีนี้ที่ 12.5% สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ
ภายใต้มาตรการนี้ สินค้าไทยที่ไม่อยู่ในรายการยกเว้นจะถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมภายใต้ Section 301 ในอัตรา 12.5% โดยจัดเก็บเพิ่มจากภาษีนำเข้าปกติของสินค้าแต่ละรายการ ซึ่งสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศ ได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ที่ถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมตัวนี้ในอัตรา 10%
แม้ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มภาษี 12.5% แต่ประกาศของ USTR ได้กำหนดรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นไว้ใน Annex I และ Annex II โดยสินค้าไทยที่อยู่ภายใต้พิกัด HTSUS ที่ระบุ และเป็นไปตามเงื่อนไขของประกาศจะไม่ถูกจัดเก็บภาษี Section 301 เพิ่มเติมที่ 12.5% ซึ่งกลุ่มสินค้าที่ได้รับการยกเว้น เช่น สินค้าเกษตรและอาหารบางรายการ วัตถุดิบและทรัพยากรธรรมชาติบางประเภท อุปกรณ์ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์บางรายการ (รูปที่ 3)
รูปที่ 2 : อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยรวมใกล้เคียงเดิม

รูปที่ 3 : สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปสหรัฐฯ หลายหมวดยังได้รับการยกเว้นภาษี 12.5% นี้

อัตราภาษีไทย 12.5% ที่สหรัฐฯ ประกาศออกมาเป็นไปตามที่ SCB EIC ประเมินไว้ จึงยังคงมุมมองส่งออกเช่นเดิม แต่ยังมีความเสี่ยงจากภาษี Section 301 ในประเด็น Excess capacity
SCB EIC ประเมินไว้ก่อนหน้าว่า ไทยมีความเสี่ยงถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมภายใต้ Section 301 จากประเด็น Forced labor ในอัตรา 12.5% ซึ่งสอดคล้องกับประกาศของ USTR ครั้งนี้ ส่งผลให้มุมมองการส่งออกไทยและการส่งออกไปสหรัฐฯ ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
SCB EIC ยังคงคาดการณ์มูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยในปี 2026 จะเติบโต 10% โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และ AI-related products ที่ยังอยู่ในวัฏจักรการลงทุนด้านเทคโนโลยีโลก อย่างไรก็ตาม การเติบโตในช่วงครึ่งหลังของปีมีแนวโน้มชะลอลงจากผลของฐานสูงในปีก่อน รวมถึงความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ยังมีอยู่
แม้มาตรการภาษีครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการส่งออกไทยอย่างมีนัยสำคัญ แต่ความเสี่ยงจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ยังมีอยู่ โดยเฉพาะการสอบสวนภายใต้ Section 301 ในประเด็น Excess capacity ซึ่งไทยเป็นหนึ่งใน 16 ประเทศที่ถูกสหรัฐฯ เพ่งเล็ง หากสหรัฐฯ ดำเนินมาตรการเพิ่มเติม ผลกระทบอาจมีลักษณะเฉพาะรายอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่ถูกมองว่ามีความเกี่ยวข้องกับกำลังการผลิตส่วนเกิน หรือมีความเสี่ยงด้านการระบายสินค้าจากจีนผ่านประเทศที่สาม ก่อนส่งต่อไปยังสหรัฐฯ (Transshipment)
กลุ่มสินค้าที่ควรติดตาม ได้แก่ ยางล้อ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรและอุปกรณ์ ยานยนต์ ชิ้นส่วนและอะไหล่ยนต์ ซึ่งนอกจากจะเผชิญความเสี่ยงจากภาษี มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด และการแข่งขันที่รุนแรงอยู่ก่อนแล้ว ยังมีแนวโน้มถูกตรวจสอบเข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะในประเด็น Country of origin, Rules of origin หรือ Supply chain traceability ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยต้องเผชิญต้นทุนด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่สูงขึ้น รวมถึงอาจต้องใช้เวลาในกระบวนการศุลกากรนานขึ้น เพื่อพิสูจน์ว่ามีการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศอย่างแท้จริง
นัยต่อภาคธุรกิจไทย
การบังคับใช้มาตรการภายใต้ Section 301 ที่กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยไปสหรัฐฯ ที่ 12.5%
(เพิ่มขึ้นจาก 10% ภายใต้มาตรการเดิม) คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยในวงจำกัด เนื่องจากอัตราภาษีที่ปรับเพิ่มขึ้นมีขนาดไม่มากนัก และยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งสำคัญในภูมิภาค อีกทั้ง สินค้าส่งออกสำคัญหลายหมวดยังได้รับการยกเว้นภาษีเพิ่มเติม ทำให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญสำหรับภาคธุรกิจไทยในระยะต่อไปอาจไม่ได้อยู่ที่ระดับอัตราภาษี แต่อยู่ที่ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกและการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานที่เข้มงวดมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันระหว่างประเทศกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านต้นทุนและราคา ไปสู่การแข่งขันด้านแหล่งกำเนิดสินค้า ศักยภาพในการเข้าร่วมห่วงโซ่อุปทานโลก ความโปร่งใสในกระบวนการผลิต และความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ดังนั้น การพึ่งพาตลาดส่งออกหรืออุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งมากเกินไปจึงมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และอาจกระทบต่อการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
รูปที่ 4 : แนวทางการปรับตัวของภาคธุรกิจไทยภายใต้ภูมิทัศน์การค้าโลกที่เปลี่ยนไป

ภาคธุรกิจไทยควรเร่งสร้าง Growth engine ใหม่ ๆ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันและลดความเปราะบางจากความผันผวนของการค้าโลก ผ่านการดำเนินการเชิงรุกใน 3 ด้าน ได้แก่
· ยกระดับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ เพิ่มการใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และเทคโนโลยีที่ผลิตภายในประเทศ
(Local content) ในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์ดิจิทัล เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และลดความเสี่ยงจากข้อกล่าวหาการสวมสิทธิแหล่งกำเนิดสินค้า หรือการเป็นฐานการผลิตที่มีลักษณะการผลิตเกินความต้องการของตลาด (Excess capacity)
· กระจายตลาดและพันธมิตรทางการค้า โดยลดการพึ่งพาตลาดหลักเพียงไม่กี่แห่ง และขยายโอกาสไปยังตลาดที่มีศักยภาพ เช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และอาเซียน รวมถึงใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) และความตกลงเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กับภาคส่งออกไทย
· พัฒนาประเทศไทยสู่ศูนย์กลางบริการการค้าและโลจิสติกส์ของภูมิภาค โดยยกระดับบริการด้านโลจิสติกส์ ดิจิทัลซัพพลายเชน พิธีการศุลกากร การรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า และบริการทางการค้าครบวงจร เพื่อเพิ่มบทบาทของไทยในฐานะ Trade facilitator ที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระดับโลก และสร้างรายได้จากภาคบริการควบคู่กับภาคการผลิต
โดยสรุป แม้มาตรการภาษี Section 301 ในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยในระยะสั้นเพียงจำกัด แต่เป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่า ภูมิทัศน์การค้าโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่วัดความแข็งแกร่งกันที่ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ และความพร้อมในการปฏิบัติตามมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศ การเร่งปรับตัวในวันนี้จึงไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันการค้าในอนาคต แต่ยังเป็นโอกาสในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน บนฐานของเทคโนโลยี นวัตกรรม และห่วงโซ่อุปทานที่มีศักยภาพในระยะยาว
มูลค่านำเข้าเดือน มิ.ย. 2026 ขยายตัวสูงกว่าส่งออกมาก และสูงสุดในรอบ 5 ปี มูลค่านำเข้าเดือน มิ.ย. 2026 อยู่ที่ 41,190.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 50.3%YOY เทียบ 35.1% ในเดือนก่อน สูงกว่าประมาณการมาก (SCB EIC ประเมิน 40.4% และค่ากลาง Reuters Poll 37.1%) โดยหมวดสินค้านำเข้าสำคัญในเดือนนี้ คือ (1) สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปขยายตัวสูง 71.2% (CTG : 29.4%) การนำเข้าอุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูง 124.1% (CTG : 13.1%) เพื่อใช้ผลิตสำหรับส่งออกและใช้ภายในประเทศ ขณะที่การนำเข้าทองคำขยายตัวถึง 191.7% (CTG : 7.2%) (2) สินค้าทุนขยายตัว 42.7% (CTG : 12.4%) การนำเข้าเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบที่ขยายตัว 64.1% และ 52.8% ตามลำดับ (CTG : 6.6% และ 2.2%) สอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น Data center
ที่เพิ่มขึ้น และ (3) สินค้าเชื้อเพลิงขยายตัวสูง 39.5% (CTG : 5.3%) แม้ชะลอลงมากหากเทียบกับช่วงแรกที่เกิดสงครามที่เคยขยายตัวสูงถึง 129.3% และ 94.6% ในเดือน เม.ย. และ พ.ค. ตามลำดับ (รูปที่ 5 และ 6)
ดุลการค้ายังขาดดุลสูงในเดือนนี้ โดยทองคำเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ แม้แรงกดดันจากสงครามเริ่มลดลงบ้าง แต่ความเสี่ยงจากราคาน้ำมันยังสูง
ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือน มิ.ย. 2026 ขาดดุล -6,534.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (SCB EIC และค่ากลาง Reuters Poll คาดไว้ -4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) แม้ดุลการค้าเดือนนี้จะปรับดีขึ้นกว่าเดือน เม.ย.
ที่ได้รับผลจากสงครามตะวันออกกลางอย่างรุนแรงจนขาดดุล -10,021.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ยังแย่กว่าเดือน พ.ค.
ที่ -5,711.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
SCB EIC ประเมินว่าการขาดดุลที่เพิ่มขึ้นในเดือนนี้มีสาเหตุหลักจากการนำเข้าทองคำที่เร่งตัวสูง มากกว่าผลกระทบโดยตรงจากสงครามตะวันออกกลาง สะท้อนจากดุลการค้าหักทองคำที่ขาดดุลเพียง -3,924.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ซึ่งปรับดีขึ้นจากเดือน พ.ค. และ เม.ย. ที่ -4,353.5 และ -9,462 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ ขณะที่ในช่วงครึ่งแรกของปี ไทยขาดดุลการค้าสะสม -31,744 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในระยะต่อไป ดุลการค้ายังมีความเสี่ยงปรับแย่ลงจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรงขึ้นมาก
จนทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง โดยความเสี่ยงดังกล่าวนี้มีนัยต่อไทยค่อนข้างมาก เนื่องจากไทยเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิในสัดส่วนสูงราว 8-10% ของ GDP
รูปที่ 5 : อุปกรณ์และส่วนประกอบของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าทุน เป็นสินค้านำเข้าหลักในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ขณะที่จีนและไต้หวันเป็นตลาดนำเข้าสินค้าหลัก

ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์


รูปที่ 6 : มูลค่าการส่งออกและนำเข้าของไทย รายสินค้าและรายตลาดสำคัญ
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์
บทวิเคราะห์โดย... https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-240726


