อลิอันซ์ อยุธยา ผนึกภาคีท้องถิ่น สานต่อการฟื้นฟูหาดใหญ่ สู่ต้นแบบเมืองพร้อมรับมือภัยพิบัติ

- ถอดบทเรียนจากมหาอุทกภัยหาดใหญ่ สู่การสร้างเมืองที่พร้อมรับมือภัยพิบัติในอนาคต
- อลิอันซ์ อยุธยา จับมือ HatYai Connext เปลี่ยนบทเรียนจากน้ำท่วมเป็นนิทรรศการและองค์ความรู้ที่นำไปใช้ได้จริง
- เดินหน้าสร้างระบบเฝ้าระวังและความพร้อมของประชาชน เพื่อช่วยลดความสูญเสียที่ไม่อยากให้เกิด
อลิอันซ์ อยุธยา ร่วมกับ HatYai Connext และทีมนักออกแบบ As Scene As Possible จัดนิทรรศการ Level Up the Care by Allianz Ayudhya หรือ นิทรรศการยกระดับ…ความเป็นห่วง ภายในงาน Hug HeartYai เทศกาลฟื้นใจเมืองหาดใหญ่ โดยเปลี่ยนพื้นที่สาธารณะให้กลายเป็นนิทรรศการศิลปะ จัดวางแบบอิมเมอร์ซีฟ ถ่ายทอดบทเรียนจากน้ำท่วมให้กลายเป็นความรู้และแผนรับมือที่นำไปใช้ได้จริง พร้อมเปิดเวทีเสวนา “ยกระดับความเป็นห่วง เพื่อการตั้งรับที่เข้มแข็ง” เพื่อร่วมทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น และวางแนวทางเตรียมหาดใหญ่ให้พร้อมก่อนวิกฤตครั้งใหม่

นางสาวสุทธหทัย นิยมวาส ผู้ร่วมก่อตั้ง HatYai Connext กล่าวว่า “จากการลงพื้นที่ เก็บข้อมูล หลังน้ำท่วม พบว่า คนหาดใหญ่จะคุ้นเคยกับน้ำท่วม แต่เมื่อสถานการณ์รุนแรงกว่าที่เคยเผชิญ หลายคนยังไม่รู้ว่าควรอพยพเมื่อไร ต้องเตรียมอะไรบ้าง และจะดูแลสมาชิกในครอบครัวอย่างไร ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การขาดข้อมูล แต่อยู่ที่ข้อมูลที่มี ยังไม่ถูกแปลงให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ตัดสินใจได้ทันท่วงที
“HatYai Connext ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของนักสร้างสรรค์ จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็น ตัวกลางในการสื่อสาร โดยใช้แนวคิด Inclusive Design แปลงองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญให้เข้าถึงผู้คนทุกเพศทุกวัย ซึ่งมีความสนใจ และวิถีชีวิตแตกต่างกัน ผ่านเทศกาล นิทรรศการ เวิร์กช็อป สื่อออนไลน์ และหนังตะลุง เพื่อสร้างความพร้อมในระดับบุคคล ครัวเรือน และชุมชน ตั้งแต่การรู้ความเสี่ยงของพื้นที่ การเตรียมสิ่งของจำเป็น ไปจนถึงการวางแผนอพยพร่วมกัน เพราะโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือภัยพิบัติ อย่างระบบระบายน้ำ คลองผันน้ำ จะมีความสำคัญ แต่ต้องใช้เวลาและงบประมาณในการพัฒนาอีกหลายปี ขณะที่การสร้างความพร้อมของประชาชนสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้”

ขณะที่นางสาวพัชรา ทวีชัยวัฒนะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานบริหารงานลูกค้าและความยั่งยืน อลิอันซ์ อยุธยา กล่าวว่า “หลังเกิดน้ำท่วม อลิอันซ์ อยุธยา เริ่มต้นจากการให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ผู้ได้รับผลกระทบ และสนับสนุนการฟื้นฟูชุมชน กลุ่มอลิอันซ์ได้สนับสนุนงบประมาณกว่า 200,000 ยูโร หรือประมาณ 8 ล้านบาท เพื่อใช้ในการฟื้นฟูพื้นที่ได้รับผลกระทบ โดยในต้นปีที่ผ่านมา อลิอันซ์ อยุธยา ได้ส่งความช่วยเหลือไปยัง 33 ชุมชน ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบกว่า 2,500 คน ก่อนต่อยอดสู่การเสริมความพร้อมของเมืองในระยะยาวผ่านสองแนวทาง สิ่งแรกคือ โครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือภัยพิบัติ ผ่านการซ่อมแซม ปรับปรุง และขยายเครือข่ายกล้อง CCTV เพื่อให้ระบบเฝ้าระวังระดับน้ำทำงานได้ครอบคลุมขึ้น ส่วนอีกด้านคือ การสร้างความพร้อมของประชาชน ผ่านการสร้างความรู้ ทักษะ และความตระหนัก เพื่อให้ประชาชนดูแลตัวเอง ครอบครัว และชุมชนได้ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการช่วยให้ชาวหาดใหญ่พร้อมรับมือและลดความสูญเสีย หากวิกฤตเกิดขึ้นอีกครั้ง
“ในด้าน การสร้างความพร้อมของประชาชน เราร่วมกับ HatYai Connext และพันธมิตรในชุมชน จัดงาน Hug HeartYai พร้อมเปิดตัวนิทรรศการ Level Up the Care by Allianz Ayudhya ที่ออกแบบให้เป็นพื้นที่เรียนรู้เชิงประสบการณ์ ชวนผู้เข้าร่วมประเมินความเสี่ยงของบ้านตัวเอง เรียนรู้สิ่งของที่ควรเตรียม และเข้าใจว่าเมื่อใดควรตัดสินใจอพยพ เพราะเราเชื่อว่า ต่อให้เมืองมีข้อมูลและระบบเตือนภัยพร้อมเพียงใด ข้อมูลเหล่านั้นก็ไม่อาจช่วยลดความสูญเสียได้ หากประชาชนไม่รู้ว่าจะนำไปใช้ตัดสินใจอย่างไร”
นางสาวพัชรา ยังกล่าวด้วยว่า บทเรียนจากน้ำท่วมครั้งที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่า ประชาชนต้องสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในช่วงแรกของวิกฤต คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า หากเหตุการณ์เดิมเกิดขึ้นอีกครั้ง วันนี้ประชาชนพร้อมดูแลตัวเองและคนในครอบครัวแล้วหรือไม่
ด้านดร.สมพร สิริโปราณานนท์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายเมืองภาคใต้เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ SCCCRN กล่าวว่า หาดใหญ่เริ่มพัฒนาระบบรับมือน้ำท่วมตั้งแต่ พ.ศ. 2553 ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ หลังผลการศึกษาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศพบว่า น้ำท่วมเป็นหนึ่งในความเสี่ยงเร่งด่วนของเมือง จึงเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวังและแผนรับมือ หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือกล้อง CCTV ตามแนวคลองอู่ตะเภา ซึ่งช่วยให้ประชาชนติดตามระดับน้ำและประเมินสถานการณ์ได้ด้วยตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ดร.สมพรมองว่า ระบบเตือนภัยเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะสภาพอากาศที่เคยถูกมองว่าผิดปกติ กำลังกลายเป็นความปกติใหม่ โดยอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะเกิดพายุมากขึ้นเสมอไป แต่สามารถทำให้พายุมีความรุนแรงขึ้น รวมถึงทำให้เกิดฝนตกหนักเฉพาะจุด (Rain Bomb) บ่อยขึ้น เมื่อประกอบกับภูมิประเทศของหาดใหญ่ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำ มีแนวเขาขนาบทั้งสองด้าน และมีพื้นที่ลุ่มน้ำราว 2,400 ตารางกิโลเมตร มวลน้ำจากพื้นที่ตอนบนและแนวชายแดนจึงต้องไหลผ่านเมืองก่อนระบายออกสู่ทะเล
“โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่การป้องกันไม่ให้น้ำท่วม แต่คือการทำให้คนในเมืองรู้สถานการณ์ล่วงหน้า เตรียมพร้อม และลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด การรู้แค่ทฤษฎี แต่ไม่เคยลงมือซ้อม ก็แทบไม่ต่างจากไม่รู้ เพราะเมื่อเกิดเหตุจริง เราอาจลืมและตัดสินใจไม่ถูก จึงต้องฝึกซ้ำจนเกิดความชำนาญและกลายเป็นนิสัย เพื่อให้สามารถพึ่งพาตัวเองและเอาชีวิตรอดได้เมื่อเกิดภัยพิบัติ”
ด้านนายชาคริต โภชะเรือง จากมูลนิธิชุมชนสงขลาและคณะทำงาน SCCCRN เสริมว่า “เดิมชาวหาดใหญ่คุ้นเคยกับการติดตามธงเตือนภัยสีเขียว เหลือง และแดง หรือไปตรวจสอบระดับน้ำที่คลองด้วยตัวเอง แต่ปัจจุบันสามารถติดตามสถานการณ์น้ำได้ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านเว็บไซต์ HatYai City Climate ซึ่งรวบรวมภาพจากกล้อง CCTV ข้อมูลปริมาณฝน รวมถึงข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาและกรมชลประทานไว้ในช่องทางเดียว ระบบดังกล่าวช่วยให้ประชาชนมองเห็นแนวโน้มของสถานการณ์และมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น”
ในปีนี้ อลิอันซ์ อยุธยา สนับสนุนการซ่อมแซมและปรับปรุงกล้อง CCTV เดิม พร้อมขยายเครือข่ายกล้องเฝ้าระวังจากประมาณ 30–40 ตัว เป็นกว่า 70 ตัว โดยเน้นพื้นที่เสี่ยงและจุดที่น้ำจะไหลเข้าสู่ชุมชนเป็นลำดับแรก ควบคู่กับการพัฒนาระบบ Localized Warning เพื่อให้แต่ละเทศบาลได้รับข้อมูลเตือนภัยที่ตรงกับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ อีกทั้งระบบยังเชื่อมต่อกับชุมชนผ่าน LINE OpenChat, QR Code น้องน้ำ และฐานข้อมูลหาดใหญ่รอด ซึ่งรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยติดเตียงและกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้หน่วยงานและอาสาสมัครส่งความช่วยเหลือได้ตรงจุดมากขึ้น
“สำหรับประชาชน อยากฝากหลัก 3 รู้ 3 พร้อม คือ รู้ความเสี่ยงของบ้าน รู้ช่องทางติดตามข้อมูล และรู้เส้นทางอพยพ ส่วน 3 พร้อม คือ พร้อมดูแลคน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง พร้อมสิ่งของจำเป็น และพร้อมแผนรับมือร่วมกันในชุมชน เพราะน้ำในหาดใหญ่มาเร็วและไหลเชี่ยว การเตรียมตัวและตัดสินใจอพยพก่อนน้ำมาถึง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”
นอกเหนือจากกิจกรรมภายในงาน Hug HeartYai อลิอันซ์ อยุธยา ยังร่วมกับสมาคม Teach for Life จัดเวิร์กชอป วิชาตัวลอย × วิชาชุบชีวิต ภายใต้โครงการ MoveNow Heroes ให้เด็กอายุ 8–12 ปี จำนวน 100 คน ฝึกทักษะการเอาชีวิตรอด ตั้งแต่การประคองตัวเมื่อตกน้ำ การปฐมพยาบาล และการทำ CPR เบื้องต้น ไปจนถึงการประเมินความเสี่ยงรอบตัว
การทำงานร่วมกันระหว่างอลิอันซ์ อยุธยา และเครือข่ายในพื้นที่ครั้งนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนความช่วยเหลือหลังเกิดเหตุให้กลายเป็นความพร้อมก่อนเกิดเหตุ เพื่อให้หาดใหญ่ตั้งหลัก ตั้งรับ และลดความสูญเสียได้เมื่อวิกฤตครั้งใหม่มาถึง เพราะการรับมือภัยพิบัติที่ดีที่สุด คือการทำให้ทั้งเมืองและผู้คนพร้อมรับมือ ตั้งแต่วันที่วิกฤตยังมาไม่ถึง



