A5 คืนฟอร์ม Q2/69 รายได้โต 53% ตุน Backlog 855 ลบ. ธุรกิจใหม่คว้างานกว่า 100 ลบ. หนุนรายได้ครึ่งปีหลัง

A5 เผยผลประกอบการไตรมาส 2/2569 รายได้รวม 331 ล้านบาท โตขึ้นจากไตรมาสก่อน 53% และมีกำไรสุทธิ 35 ล้านบาท จากการทยอยรับรู้รายได้การโอนกรรมสิทธิ์โครงการ CINQ ROYAL The Eighteen Bangna KM.7 (แซงค์ รอยัล ดิ เอททีน บางนา กม.7) พร้อมตุน Backlog 855 ลบ. เตรียมรับรู้รายได้จากธุรกิจใหม่ A5 Design และ Upper Class Solution กว่า 100 ล้านบาท หนุนรายได้ครึ่งปีหลังเติบโต
นายศุภโชค ปัญจทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ A5 เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทมีรายได้รวม 331 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนคิดเป็น 53% และมีกำไรสุทธิ 35 ล้านบาท โดยมีปัจจัยเติบโตจากการรับรู้ยอดโอนกรรมสิทธิ์ของโครงการ Cinq Royal The Eighteen Bangna KM.7 (แซงค์ รอยัล ดิ เอททีน บางนา กม.7) รวมถึงทยอยรับรู้รายได้จากธุรกิจใหม่ A5 Design และ Upper Class Solution
นอกจากนี้ A5 มียอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) มูลค่า 855 ล้านบาท (ณ 7 ส.ค. 2569) จากโครงการ CINQ ROYAL The Eighteen Bangna KM.7 (แซงค์ รอยัล ดิ เอททีน บางนา กม.7), โครงการ CINQUIÈME Krungthep Kreetha (แซงเคียม กรุงเทพกรีฑา), โครงการ VANA Ratchapruek-Westville (วนา ราชพฤกษ์-เวสต์วิลล์) และโครงการบ้าน รชยา เอกมันตรา จังหวัดอุดรธานี ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2569 เป็นต้นไป
โดยบริษัทยังคงเดินหน้าบริหารพอร์ตโครงการให้สอดคล้องกับภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ พร้อมวางแผนงานก่อสร้างและการส่งมอบอย่างเป็นระบบ เพื่อเร่งเปลี่ยนยอดขายรอโอนให้เป็นรายได้ตามแผน และสร้างฐานรายได้ที่มีความต่อเนื่องมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
ขณะที่ ธุรกิจใหม่เริ่มมีบทบาทชัดเจนขึ้น โดย A5 Design ธุรกิจให้บริการด้านการออกแบบ ตกแต่ง รีโนเวต และรับเหมาก่อสร้างแบบครบวงจร มีงานที่ได้รับแล้วมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท และ Upper Class Solution ธุรกิจบริหารจัดการที่อยู่อาศัยและบริการดูแลลูกบ้านครบวงจร สร้างรายได้แล้วกว่า 10 ล้านบาท ซึ่ง
รายได้ส่วนนี้มีลักษณะทยอยรับรู้ตามระยะเวลาของสัญญาบริการ บริษัทจึงมีแผนขยายฐานลูกค้าจากโครงการในเครือ A5 ไปสู่โครงการภายนอก เพื่อขยายฐานรายได้และเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจในระยะยาว
ขณะเดียวกัน A5 ยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารโครงสร้างเงินทุน สภาพคล่อง และกระแสเงินสดอย่างรอบคอบ โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 ลงมาอยู่ที่ 1.09 เท่า จาก 1.20 เท่า ณ สิ้นปี 2568 สะท้อนวินัยทางการเงินและแนวทางรักษาสมดุลระหว่างการลงทุนเพื่อการเติบโตกับความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ นอกจากนี้บริษัทยังปรับแผนการก่อสร้างและบริหารสินค้าคงเหลือให้สอดคล้องกับภาวะตลาดและความต้องการของลูกค้าในแต่ละช่วง โดยยังคงมาตรฐานคุณภาพของทุกโครงการ ควบคู่กับการควบคุมต้นทุนและกระแสเงินสด เพื่อให้การก่อสร้าง การส่งมอบ การโอนกรรมสิทธิ์ และการรับรู้รายได้เป็นไปตามแผนอย่างมีประสิทธิภาพ
“ผลประกอบการไตรมาส 2 สะท้อนทิศทางบวกเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา โดยบริษัทมองว่าปัจจัยสำคัญต่อจากนี้คือการเร่งเปลี่ยนยอดขายที่รอโอนให้เป็นรายได้ตามแผน รวมถึงพัฒนาโครงการที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รักษาทั้งมาตรฐานการอยู่อาศัยและมูลค่าของสินทรัพย์ได้ในระยะยาว ควบคู่กับการสร้าง Luxury Living Ecosystem ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การพัฒนาโครงการ งานออกแบบและตกแต่ง ไปจนถึงบริการหลังการขายเข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนการเติบโตในช่วงครึ่งปีหลังอย่างมีคุณภาพ” นายศุภโชค กล่าว


