แชร์

กรุงศรีเผยผลกำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปี 2568 จำนวน 24.61 พันล้านบาท เน้นกลยุทธ์เติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมบริหารความเสี่ยงรอบคอบระมัดระวัง

อัพเดทล่าสุด: 21 ต.ค. 2025
319 ผู้เข้าชม
กรุงเทพฯ (20 ตุลาคม 2568) กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) รายงาน ผลประกอบการ 9 เดือนแรกปี 2568 มีกำไรสุทธิจำนวน 24,612 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.1% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการลดลงของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น กำไรพิเศษที่เกิดจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนใน บมจ. ติดล้อ โฮลดิ้งส์ (TIDLOR) ซึ่งบางส่วนสุทธิด้วยการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ สอดคล้องกับการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายและการชะลอตัวของเงินให้สินเชื่อ

ภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีความท้าทาย ส่งผลให้ความต้องการเงินให้สินเชื่อลดลง กรุงศรียังคงเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาวเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงบริการทางการเงิน และสร้างโอกาสการเติบโตในตลาดลูกค้ารายย่อยและผู้ประกอบการ SME โดยการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน TIDLOR เพิ่มขึ้นจาก 30.18% เป็น 46.51% ในไตรมาสสามของปี 2568

สรุปผลประกอบการและฐานะการเงินที่สำคัญสำหรับช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568:
  • กำไรสุทธิในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2568 จำนวน 24,612 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.1% หรือจำนวน 1,188 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2567 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการลดลงของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น และกำไรพิเศษที่เกิดจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนใน TIDLOR ซึ่งบางส่วนสุทธิด้วยการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ สอดคล้องกับการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายและการลดลงของความต้องการเงินให้สินเชื่อตั้งแต่ต้นปี รวมถึงการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงาน
  • เงินให้สินเชื่อรวม เพิ่มขึ้น 2.7% หรือจำนวน 51,384 ล้านบาท จากสิ้นเดือนธันวาคม 2567 โดยได้รับ แรงขับเคลื่อนจากสินเชื่อเพื่อรายย่อยที่ได้รับจากการรวมงบการเงิน (Consolidation) ของ TIDLOR รวมทั้งการเติบโตของเงินให้สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่สินเชื่อขนาดกลางและขนาดย่อมปรับตัวลดลง
  • เงินรับฝาก ลดลง 5.7% หรือจำนวน 104,602 ล้านบาท จากสิ้นเดือนธันวาคม 2567 โดยมีปัจจัยหลัก มาจากการลดลงของเงินรับฝากประจำ สะท้อนถึงการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินเชิงรุก ท่ามกลางสภาวะที่เงินให้สินเชื่อเติบโตต่ำ
  • ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 4.28% เทียบกับ 4.33% ในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2567 สอดคล้องกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
  • รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย เพิ่มขึ้น 15.8% หรือ 5,294 ล้านบาท จากช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2567 โดยมีปัจจัยหลักมาจากกำไรพิเศษจากธุรกรรมการรวมงบการเงินของ TIDLOR กำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่ วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และหนี้สูญรับคืน
  • อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ อยู่ที่ 46.4%
  • อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ที่ 3.49% ขณะที่สัดส่วนการตั้งสำรองต่อสินเชื่อรวมปรับตัวดีขึ้นอยู่ที่ 215 เบสิสพอยท์ จาก 245 เบสิสพอยท์ ในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2567 และอัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ 123.1%
  • อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (ของธนาคาร) อยู่ที่ 20.23% เทียบกับ 19.38% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567

นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กรุงศรียังคงมุ่งมั่นดำเนินการตามกลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับปีนี้ โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินอย่างรัดกุมต่อเนื่อง เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบระมัดระวัง นอกจากนี้ ธนาคารยังเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาวในการเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน รวมถึงการสร้างโอกาสการเติบโตในกลุ่มลูกค้ารายย่อยและ SME สะท้อนได้จากการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้น ใน บมจ. ติดล้อ โฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นการต่อยอดความแข็งแกร่งของธนาคารในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่

นายเคนอิจิให้ความเห็นเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 เผชิญแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะจากผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมของนโยบายทางการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ยังคงเปราะบาง และอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแรง อย่างไรก็ตาม คาดว่าปัจจัยที่จะช่วยประคองการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสที่สี่ มาจากเสถียรภาพทางการเมืองที่ปรับตัวดีขึ้น กอปรกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่มุ่งสนับสนุนการบริโภคและการท่องเที่ยวภายในประเทศ ทั้งนี้ กรุงศรียังคงประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2568 ที่ 2.1%

ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 กรุงศรีซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับห้าในระบบเศรษฐกิจไทยจากมูลค่าสินทรัพย์ สินเชื่อและเงินรับฝาก และเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIB) มีสินเชื่อรวม 1.95 ล้านล้านบาท เงินรับฝาก 1.72 ล้านล้านบาท และสินทรัพย์รวม 2.59 ล้านล้านบาท ขณะที่เงินกองทุนของ

ธนาคารอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 336.98 พันล้านบาท หรือเทียบเท่า 20.23% ของสินทรัพย์เสี่ยง โดยเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของคิดเป็น 16.02%


บทความที่เกี่ยวข้อง
เหมียวจด เปิดตัวฟีเจอร์ “เหมียวดู” เปลี่ยนเรื่องการใช้เงินให้เข้าใจง่าย ผ่านแนวคิดดูดวงการเงินรายเดือน
บริษัท กสิกร เอกซ์ จำกัด (KX) ในเครือ KBTG ยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลด้านการเงิน เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ “เหมียวดู” (MeowDoo) บนแอปพลิเคชัน “เหมียวจด”
2 มิ.ย. 2026
SME D Bank จัด ถุงน้ำใจ บรรเทาความเดือดร้อนพี่น้องชาวใต้ประสบอุทกภัย  พร้อมเปิดศูนย์รับบริจาคสิ่งของจำเป็น ณ อาคาร SME Bank Tower  
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank นำโดย นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงาน ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ร่วมแรงร่วมใจกันบรรจุ ถุงน้ำใจ
26 พ.ย. 2025
ASW เปิดผลงานปี 2568 ทำรายได้รวม 9,466 ล้านและกำไรสุทธิ 1,078 ล้าน  พร้อมชงจ่ายปันผล 0.50 บาท/หุ้น  ปี 2569 จ่อโอนเพิ่ม 11 โครงการเสร็จใหม่ แบ็กล็อก 33,944 ล้าน ตั้งเป้ารายได้โตต่อเนื่อง
ASW โชว์ผลงานแกร่งปี 2568 กวาดรายได้รวม 9,466 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,078 ล้านบาท พร้อมชงจ่ายปันผล 0.5 บาท/หุ้น ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 30 เม.ย. นี้ รับอานิสงค์ท่องเที่ยวฟื้น-ปรับกลยุทธ์เน้นตลาดภูเก็ต ดันรายได้และกำไรสุทธิโตส่งท้ายปี ประกาศปี 2569
20 ก.พ. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy